11 วิธีเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนจิตใจเข้มแข็ง โดยไม่ต้องหนีปัญหา และหลอกตัวเอง (ภาค3/3)

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

11 วิธีเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนจิตใจเข้มแข็ง โดยไม่ต้องหนีปัญหา และหลอกตัวเอง (ภาค3/3)

มาถึงตอนสุดท้าย สำหรับเรื่องของวิธีคิดแบบ “สายสตรองตัวจริง” (ที่นักจิตวิทยาแนะนำ) กันแล้วนะครับ

เราเหลืออีก 4 ข้อ 4 รูปแบบวิธีคิดที่คนสตรองๆเค้าคิดกัน (และคุณก็ทำได้)

มาดูกันว่ามีอะไรบ้างครับ

(วิธีทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้นั่งเทียนคิดขึ้นมาเองนะครับ แต่รวบรวมมาจากนิตยาสาร Psychology ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผู้เชี่ยวชาญหลายๆคนช่วยกันเขียนขึ้นมา เพราะฉะนั้น มันใจได้เลยครับ ว่าดีแน่นอน)

8. คนเข้มแข็งจะเป็นคนคิดบวก

เคยได้ยินกันเยอะใช่ใหมครับ ว่า “ให้คิดบวก” กันเยอะๆ

แต่การคิดบวกที่นักจิตวิทยาบอก ไม่ใช่หลอกตัวเอง เพ้อฝัน หรือคิดว่าสิ่งต่างๆมันจะดี ทั้งๆที่สถานการณ์มันเห็นกันอยู่จะๆว่าไม่ได้ดี

“เราจะไม่ไปเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์กันนะครับ”

แน่นอนว่าเราต้องเจอกับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ และสิ่งที่คนเข้มแข็งจะทำในสถานการณ์แบบนั้น คือ “จัดการกับมัน” กระโจนเข้าไปพลิกสถานการณ์ แทนที่จะบอกตัวเองว่า “ไม่ ! เดี๋ยวมันจะดี เพราะเราคิดดี เราเป็นคนคิดบวก” แต่ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเลย

เราต้องเข้าใจครับว่า โลกมันไม่ได้มีแต่ขาวกับดำ มันมีเทาๆบ้าง ในเรื่องร้ายๆ มันก็มีโอกาสที่จะมีดี ในเรื่องที่ดี ก็อาจจะมีบางอย่างที่ไม่ดีซ่อนอยู่ข้างใน และคนเข้มแข็ง “รู้” ว่าต้อง “ทำอะไรซักอย่าง” กับมัน

ความแตกต่างระหว่างการคิดบวกแบบหลอกตัวเอง กับการคิดบวกที่ทำให้จิตใจเข้มแข็ง คือการ “รู้ว่า สิ่งต่างๆแก้ไขได้” และหาทางแก้ไข ปรับปรุงสถานการณ์

และที่สำคัญที่สุดคือการ “มั่นใจว่าตัวเองจะรับมือกับมันได้” คือหัวใจของการคิดบวกแบบคนเข้มแข็งครับ

ลิกกี้ เวบบ ผู้เขียนหนังสือชื่อ Resilience ให้คำนิยามการคิดบวกไว้ว่า …

“Being an optimist doesn't mean being naive, it means having having belief that bad times are transient and that you have the skills to get through them”

– Liggy Webb

“การเป็นคนคิดบวก ไม่ใช่การทำตัวไร้เดียงสา แต่มันคือการเชื่อว่าเวลาที่ยากลำบาก เป็นแค่สิ่งชั่วคราว และเชื่อมั่นว่าคุณมีความสามารถที่จะผ่านมันไปได้”

9. คนเข้มแข็ง จะมองหาความหมาย และบทเรียน

“อุปสรรค หรือโอกาส ?”

“ความโชคร้าย หรือบทเรียน ?”

จากข้อแรก “นิยามเปลี่ยน เปลี่ยนชีวิต” ในบทความ ตอนที่ 1 เมื่อเราเปลี่ยนความหมายของสิ่งต่างๆ เปลี่ยนนิยามของมันที่เราใช้ ความคิดเราจะเปลี่ยน การกระทำเราก็จะเปลี่ยนตาม

การมีเรื่องร้ายๆเข้ามาในชีวิต ทั้งปัจจุบัน และอดีตถ้าหากเราจมอยู่กับมัน และบอกกับตัวเอง สร้างข้อจำกัดให้กับตัวเองว่าเรื่องราวพวกนั้นมันกำลังฉุดชีวิตของคุณอยู่ แน่นอนว่ามันก็จะกดชีวิตคุณตามสิ่งที่คุณคิดนั่นแหละครับ

แต่สำหรับคนเข้มแข็ง จะหามุมมองบางอย่าง มองหาบทเรียน มองหาความหมาย เพื่อนำเรื่องพวกนั้น พลิกกลับขึ้นมาเสริมพลังให้กับตัวเอง (คุณก็เช่นกัน)

ไม่ว่าสถานการณ์แบบใหนก็ตาม ถ้าคุณเอามากดตัวคุณเอง คุณก็จะจมกับมันอยู่แบบนั้น แต่ถ้าคุณเอามันมาเป็นตัวช่วยให้คุณเรียนรู้ และก้าวไปข้างหน้า คุณก็จะก้าวไปข้างหน้า

10. ยืดหยุ่น ก่อนแล้วเข้มแข็งจะตามมา

เมื่อเราพูดถึงความยืดหยุ่นคำที่ให้ความหมายได้ดี คือคำว่า ผ่อนปรน การปรับตัว การเปิดใจให้กว้าง

การมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ คือความสามารถในการ ก้าวกลับขึ้นมา หรือก้าวข้ามอุปสรรค โดยการประเมินทางเลือกอย่างสร้างสรรค์ และมีสติ และไม่เข้มงวดกับตัวเองจนเกินไป

บางทีเราอาจจะมีความคิดบางอย่างที่เป็นอุดมคติจนเกินไป หรือคาดหวัง และสร้างมาตรฐานอะไรไว้สูงมาก การไปไม่ถึง ความคาดหวังนั้นเองจะเป็นตัวกลับมาทำร้ายเราทางอ้อม และทำให้รู้สึกสูญเสียความควบคุม และส่งผลกับความนับถือตัวเองภายหลัง

ความจริงการตั้งเป้าหมาย และความคาดหวัง เป็นสิ่งที่ดี (มาก) มันเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้า ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ประสบความสำเร็จมากขึ้น

กลับกัน การไปไม่ถึงเป้าหมาย ก็ย้อนกลับมาสร้างผลเสียให้กับเราเช่นกัน โดยเฉพาะทางอารมณ์ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างเช่น การคาดหวังว่าคนที่ชอบจะชอบเรากลับมา แต่ความจริงไม่ หรือเรื่องใหญ่ๆในชีวิต เช่น การคาดหวังอะไรบางอย่างจากธุรกิจ แต่อุปสรรคกลับมีเยอะจนเกินไปทำให้ไปไม่ถึงเป้าที่วางไว้ ทั้งหมดสามารถทำให้เกิดความ “ผิดหวัง” ในใจได้

เมื่อเป็นแบบนี้เราอาจจะต้อง “ยอม ผ่อนปรน และลดความเข้มงวด” กับตัวเองลงบ้าง กลับมามองความเป็นจริง และปรับเป้าหมายให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมให้ตัวเองได้ “ไปต่ออย่างสบายใจ” และไม่กระทบต่อ “ความเคารพตัวเอง”

“ความคาดหวังและเป้าหมายเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องใช้เครื่องมือนี้ให้เป็น และไม่กลับมาทำร้ายเราทีหลัง”

11. จัดระเบียบชีวิต

ถ้าจะปล่อยขยะในจิตใจทิ้งไว้ และทำเป็นไม่สนใจ เป็นสิ่งที่ง่าย และอาจจะทำให้สบายใจ (ชั่วคราว) แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ขีวิตดีขึ้น และการสะสมมันเอาไว้มากๆ จะทำให้ความเคารพตัวเองของเราพังทลายลง

เมือไปถึงจุดๆนั้น จุดที่จิตใจอ่อนแอ การโทษปี่โทษกลอง การโทษชีวิต โทษดวง โทษคนอื่น รวมไปถึงการโทษตัวเองจะเกิดขึ้น

ความเข้มแข็ง คือการ”เห็น”ว่าตัวเองกำลังอยู่ในจุดๆนั้น (หรือกำลังจะ) และ “จัดระเบียบมันใหม่” กอบกู้ความเคารพตัวเองของเรากลับขึ้นมา และทำอะไรซักอย่างกับมันอย่างจริงจัง โดยไม่หมกทุกอย่างไว้ใต้เตียง

สรุป

จากที่ผมเคยตั้งคำถามเอาไว้ในบทความ “คุณนิยามความแข้มแข็งว่าอะไร ?” ทั้งหมด 11 ข้อที่คุยกันมาเป็นคำตอบแบบเฉพาะเจาะจงที่แบ่งเป็นข้อๆ (ที่มีความคล้ายและเกี่ยวข้องกัน) สามารถสรุปเป็นคำเพียงคำเดียวครับ คือคำว่า “ยืดหยุ่น” (resilient)

ความยืดหยุ่นทำให้เราปรับตัวได้ พลิกแพลงต่อสถานการ์ต่างๆได้ ยอมถอย ยอมอ่อนแอได้ เพื่อเสริมขุมพลังที่สำคัญที่สำคัญที่สุดคือ “ความเคารพตัวเอง” ครับ

อ่านจบแล้ว อย่าลืม recommend หรือ share นะครับ :)

เว็บไซต์ของเรามีการใช้ cookies เพื่อปรับปรุงคุณภาพและประสบการณ์ในกาชมเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น